คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ประเมินภาษีรายปีแบบอัตราก้าวหน้า จากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน — คำนวณในเบราว์เซอร์ของคุณเท่านั้น

ระบบคิดรายได้ 12 เดือน หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทให้

👨‍👩‍👧 เลือกค่าลดหย่อนครอบครัว

ระบบรวมค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทให้อัตโนมัติ กรุณาเลือกเฉพาะผู้ที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

อายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี

เช่น ประกัน กองทุน หรือเงินบริจาค หลังคำนวณเพดานสิทธิแล้ว

กรอกข้อมูลเพื่อประเมินภาษี
เงินได้สุทธิ
ภาษีทั้งปี
เฉลี่ยต่อเดือน
อัตราขั้นสูงสุด
รายได้พึงประเมินทั้งปี
หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
ภาษีขั้นต่ำ 0.5% (ถ้าเข้าเกณฑ์)
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เป็นการประเมินจากภาษีเงินได้สุทธิแบบอัตราก้าวหน้า และเปรียบเทียบภาษีขั้นต่ำสำหรับเงินได้ ม.40(2)–(8) ไม่รวมเครดิตภาษีและเงื่อนไขสิทธิลดหย่อนเฉพาะกรณี

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีคิดเป็นขั้น ไม่ใช่เอารายได้สุทธิทั้งก้อนไปคูณอัตราขั้นสูงสุด ตัวอย่าง เงินได้สุทธิ 500,000 บาท เสีย 7,500 บาทสำหรับช่วง 150,001–300,000 และ 20,000 บาทสำหรับช่วง 300,001–500,000 รวม 27,500 บาท

เงินได้สุทธิแต่ละช่วงอัตราภาษีของคุณ

อัตรา 8 ขั้นนี้ใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ลองคำนวณจริง 3 เคส

ทั้งสามเคสสมมติว่ามีเงินเดือนอย่างเดียว ไม่มีรายได้ทางอื่น และใช้สิทธิแค่สองอย่างที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนได้แน่ ๆ คือ หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท กับ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ยังไม่นับประกันสังคม ประกันชีวิต หรือกองทุนใด ๆ ตัวเลขจริงของคุณจึงมีแต่จะต่ำกว่านี้

เงินเดือน 25,000 บาท — ไม่เสียภาษีเลยสักบาท

รายได้ทั้งปี 300,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 140,000 บาท ซึ่งยังไม่ถึง 150,000 จึงอยู่ในช่วงที่ได้รับยกเว้นทั้งก้อน ภาษีที่ต้องเสียคือ 0 บาท

แต่ ยังต้องยื่นแบบอยู่ดี — การไม่มีภาษีต้องจ่ายกับการไม่ต้องยื่นเป็นคนละเรื่องกัน และถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ระหว่างปี การยื่นแบบคือวิธีเดียวที่จะได้เงินคืน

เงินเดือน 50,000 บาท — เสีย 21,500 บาททั้งปี

รายได้ทั้งปี 600,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 (ชนเพดานแล้ว) และส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 440,000 บาท แล้วไล่ทีละขั้น

ช่วงเงินได้สุทธิส่วนที่ตกในช่วงนี้อัตราภาษี
0–150,000150,000ยกเว้น0
150,001–300,000150,0005%7,500
300,001–500,000140,00010%14,000
รวม440,00021,500

สังเกตว่าขั้นสูงสุดที่แตะคือ 10% แต่ภาษีที่จ่ายจริง 21,500 บาทจากรายได้ 600,000 คิดเป็นเพียง 3.58% ของรายได้ทั้งปี

เงินเดือน 120,000 บาท — เสีย 185,000 บาททั้งปี

รายได้ทั้งปี 1,440,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 และส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 1,280,000 บาท

ช่วงเงินได้สุทธิส่วนที่ตกในช่วงนี้อัตราภาษี
0–150,000150,000ยกเว้น0
150,001–300,000150,0005%7,500
300,001–500,000200,00010%20,000
500,001–750,000250,00015%37,500
750,001–1,000,000250,00020%50,000
1,000,001–2,000,000280,00025%70,000
รวม1,280,000185,000

เคสนี้แตะขั้น 25% แล้ว แต่จ่ายจริง 185,000 จาก 1,440,000 คิดเป็น 12.85% — ห่างจาก 25% อยู่ครึ่งหนึ่ง

เงินเดือนขึ้นแล้วภาษีกระโดดทั้งก้อนไหม

ไม่ครับ และนี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเรื่องภาษีขั้นบันได หลายคนกลัวว่าพอเงินได้สุทธิข้ามเส้น 300,000 บาทแล้ว ทั้งก้อน จะโดนคิด 10% ความจริงคือมีแต่ ส่วนที่เกินเส้น เท่านั้นที่โดนอัตราใหม่

ลองเทียบสองคนที่เงินได้สุทธิต่างกัน 1 บาท คนแรก 300,000 บาท เสียภาษี 7,500 บาท คนที่สอง 300,001 บาท เสียภาษี 7,500 บาท บวกอีก 10 สตางค์ จากบาทที่ 300,001 เท่านั้น รวม 7,500.10 บาท

อัตราขั้นสูงสุด ≠ อัตราที่จ่ายจริง

ตัวเลขที่คนมักเอาไปพูดกันคือ "อัตราขั้นสูงสุด" ซึ่งเป็นอัตราของบาทสุดท้ายที่หาได้ ส่วนตัวเลขที่กระทบกระเป๋าจริงคือภาษีทั้งปีหารด้วยรายได้ทั้งปี สองตัวนี้ต่างกันมากเสมอ

เงินเดือน/เดือนเงินได้สุทธิอัตราขั้นสูงสุดภาษีทั้งปีอัตราที่จ่ายจริง
25,000140,000ยกเว้น00%
50,000440,00010%21,5003.58%
120,0001,280,00025%185,00012.85%

ข้อสรุปที่เอาไปใช้ได้เลย: การขึ้นเงินเดือนไม่มีทางทำให้เงินเหลือในกระเป๋าลดลง ไม่ว่าจะข้ามขั้นไหนก็ตาม

ค่าลดหย่อนปีภาษี 2568 มีอะไรบ้าง

เครื่องมือด้านบนมีช่องให้เลือกเฉพาะค่าลดหย่อนกลุ่มครอบครัว ส่วนที่เหลือต้องรวมยอดเองแล้วกรอกในช่อง "ค่าลดหย่อนอื่น ๆ" ตารางนี้จึงมีไว้ให้ไล่เช็กว่าตกหล่นอะไรไปหรือเปล่า

ส่วนตัวและครอบครัว

รายการลดหย่อนได้
ส่วนตัว60,000
คู่สมรส (ไม่มีเงินได้)60,000
บุตร คนละ30,000
บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี 256160,000
ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร (ตามจริง ครรภ์ละไม่เกิน)60,000
อุปการะบิดามารดาตนเอง คนละ30,000
อุปการะบิดามารดาคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ คนละ30,000
อุปการะผู้พิการ/ทุพพลภาพ คนละ60,000

ประกัน การออม และการลงทุน

รายการลดหย่อนได้ (ตามจริงไม่เกิน)
ประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากที่มีประกันชีวิต100,000
ประกันสุขภาพตนเอง25,000
สองรายการบนรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
ประกันชีวิตคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้10,000
ประกันสุขภาพบิดามารดา (รวมทุกคน)15,000
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)15% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 500,000
กบข. / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน500,000
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)30,000
กลุ่มบำนาญ–กองทุนข้างบนรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000
ประกันสังคม ม.339,000
ประกันสังคม ม.395,184

เพดานรวม 100,000 และ 500,000 คือจุดที่คนคำนวณพลาดบ่อยที่สุด — ซื้อครบทุกอย่างไม่ได้แปลว่าลดหย่อนได้ทุกบาท

ดอกเบี้ยบ้าน เงินบริจาค และมาตรการรายปี

รายการลดหย่อนได้
ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัย (ตามจริงไม่เกิน)100,000
บริจาคทั่วไปตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
บริจาคสถานพยาบาลของรัฐ / การศึกษา / กีฬา2 เท่าของที่จ่ายจริง ภายใต้เพดาน 10% เดียวกัน
บริจาคพรรคการเมือง10,000

นอกจากนี้ปีภาษี 2568 ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะกิจอีกหลายรายการ เช่น Easy E-Receipt 2.0 (ไม่เกิน 50,000 บาท ใช้กับการซื้อช่วง 16 ม.ค. – 28 ก.พ. 2568), ค่าท่องเที่ยวในประเทศ (ไม่เกิน 30,000 บาท ช่วง 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568), ค่าจ้างก่อสร้างบ้านใหม่ (ล้านละ 10,000 บาท ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าซื้องานศิลปะ (ไม่เกิน 100,000 บาท)

กลุ่มมาตรการรายปีเปลี่ยนทุกปี
รายการกระตุ้นเศรษฐกิจข้างบนผูกกับช่วงเวลาที่กำหนดไว้เฉพาะของปีภาษี 2568 เท่านั้น ของปีภาษี 2569 เป็นคนละชุดและต้องรอประกาศจากกรมสรรพากร ส่วนรายการกลุ่มครอบครัว ประกัน และกองทุนนั้นค่อนข้างนิ่งข้ามปี

ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ใช้กับใคร

คนที่มีเงินได้ประเภท ม.40(2)–(8) เช่น รับจ้างทั่วไป วิชาชีพอิสระ ค่าเช่า หรือธุรกิจส่วนตัว รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณภาษีสองวิธีแล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า

  1. วิธีอัตราก้าวหน้า — แบบขั้นบันไดที่อธิบายไปข้างบน
  2. วิธีภาษีขั้นต่ำ — เอาเงินได้ ม.40(2)–(8) ทั้งก้อนคูณ 0.5% โดยไม่หักอะไรเลย

ข้อยกเว้นสำคัญคือ ถ้าคำนวณวิธีขั้นต่ำแล้วได้ ไม่เกิน 5,000 บาท จะไม่ต้องใช้วิธีนี้ ใช้วิธีอัตราก้าวหน้าอย่างเดียว จุดตัดจึงอยู่ที่เงินได้ ม.40(2)–(8) ราว 1,000,000 บาท

คนที่มีแต่เงินเดือนประจำซึ่งเป็นเงินได้ ม.40(1) ไม่เข้าเกณฑ์นี้ ให้ใส่ 0 ในช่องนั้นของเครื่องมือ

ค่าใช้จ่ายที่หักได้ กรอกเท่าไร

ช่อง "ค่าใช้จ่ายที่หักได้รวม" ให้กรอกเอง เพราะอัตราที่หักได้ผูกกับประเภทเงินได้ ไม่ได้ผูกกับอาชีพ อัตราเหมา 60% ที่คนพูดกันบ่อยเป็นของเงินได้ ม.40(7) การรับเหมาที่ต้องลงทุนจัดหาสัมภาระ และ ม.40(8) การประกอบธุรกิจ ส่วนคนที่รับงานด้วยแรงและความรู้ของตัวเองล้วน ๆ อยู่ที่ ม.40(2) ซึ่งหักได้ 50% แต่รวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาททั้งปี

ส่วนต่างนี้ใหญ่กว่าที่คิด ที่รายได้ 1,000,000 บาทเท่ากัน คนที่หักได้ 100,000 เสียภาษี 83,000 บาท ส่วนคนที่หักเหมา 60% ได้เสีย 11,500 บาท ตารางเทียบทุกช่วงรายได้ อัตราหักเหมาทั้ง 8 ประเภท และกับดักของมนุษย์เงินเดือนที่รับงานเสริม อยู่ที่บทความ ฟรีแลนซ์หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร

วิธีใช้เครื่องมือ

  1. กรอกรายได้พึงประเมินรวมตลอดปี และยอดส่วนที่เป็นเงินได้ ม.40(2)–(8) หากมี
  2. กรอกค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่คุณมีสิทธิใช้รวมแล้ว
  3. กรอกภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามหนังสือรับรอง เพื่อดูยอดต้องจ่ายเพิ่มหรือยอดขอคืนโดยประมาณ
โปรดตรวจสอบก่อนยื่นจริง
กฎหมายภาษีและสิทธิแต่ละกรณีอาจต่างกัน ผลลัพธ์นี้ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษี และไม่ใช้แทนข้อมูลหรือการคำนวณในระบบของกรมสรรพากร

แหล่งอ้างอิง: อัตราภาษีขั้นบันไดจากประกาศกรมสรรพากร ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 · ตารางค่าลดหย่อนจากเอกสาร “ลดหย่อนภาษี 2568” ของกรมสรรพากร ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2568 (ปีภาษี 2568 ยื่นแบบ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) · ตรวจทานหน้านี้ล่าสุด 16 สิงหาคม 2569

คำถามที่พบบ่อย

เงินได้สุทธิคืออะไร

คือรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ซึ่งเป็นฐานสำหรับคำนวณแบบอัตราก้าวหน้าในหน้านี้

ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ใช้เมื่อไร

ใช้เปรียบเทียบสำหรับผู้มีเงินได้ ม.40(2)–(8) ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป หากภาษีขั้นต่ำเกิน 5,000 บาท จะใช้ยอดภาษีที่สูงกว่าระหว่างวิธีขั้นต่ำและวิธีอัตราก้าวหน้า

ยอดที่ต้องจ่ายเพิ่มติดลบหมายความว่าอย่างไร

หมายถึงภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายไว้มากกว่าภาษีที่ประเมินได้ จึงแสดงเป็นยอดขอคืนโดยประมาณ

ไม่มีภาษีต้องจ่าย ยังต้องยื่นแบบไหม

ต้องยื่น การมีเงินได้ถึงเกณฑ์กับการมีภาษีต้องจ่ายเป็นคนละเรื่องกัน และถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ระหว่างปี การยื่นแบบคือทางเดียวที่จะขอคืนได้

ทำไมอัตราขั้นสูงสุดกับอัตราที่จ่ายจริงไม่เท่ากัน

เพราะภาษีคิดทีละขั้น อัตราขั้นสูงสุดเป็นอัตราของเงินได้บาทสุดท้ายเท่านั้น ส่วนอัตราที่จ่ายจริงคือภาษีทั้งปีหารด้วยรายได้ทั้งปี ซึ่งต่ำกว่าเสมอ เช่น คนที่แตะขั้น 25% อาจจ่ายจริงราว 12–13% ของรายได้

🔗 เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

ดูเครื่องมือทั้งหมด (39) ➔
🛒
ระบบ POS ขายหน้าร้าน
ตั้งเมนู ออกบิล ใบเสร็จ คิดเงินทอน QR พร้อมเพย์
🏠
คำนวณผ่อนบ้าน–ผ่อนรถ
คิดค่างวด ดอกเบี้ยรวม ทั้งแบบลดต้นลดดอกและคงที่
📲
สร้าง QR พร้อมเพย์
สร้าง QR รับเงิน ระบุยอดได้ โหลดรูปนำไปใช้ได้