อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภาษีคิดเป็นขั้น ไม่ใช่เอารายได้สุทธิทั้งก้อนไปคูณอัตราขั้นสูงสุด ตัวอย่าง เงินได้สุทธิ 500,000 บาท เสีย 7,500 บาทสำหรับช่วง 150,001–300,000 และ 20,000 บาทสำหรับช่วง 300,001–500,000 รวม 27,500 บาท
| เงินได้สุทธิแต่ละช่วง | อัตรา | ภาษีของคุณ |
|---|
อัตรา 8 ขั้นนี้ใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ลองคำนวณจริง 3 เคส
ทั้งสามเคสสมมติว่ามีเงินเดือนอย่างเดียว ไม่มีรายได้ทางอื่น และใช้สิทธิแค่สองอย่างที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนได้แน่ ๆ คือ หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท กับ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ยังไม่นับประกันสังคม ประกันชีวิต หรือกองทุนใด ๆ ตัวเลขจริงของคุณจึงมีแต่จะต่ำกว่านี้
เงินเดือน 25,000 บาท — ไม่เสียภาษีเลยสักบาท
รายได้ทั้งปี 300,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 140,000 บาท ซึ่งยังไม่ถึง 150,000 จึงอยู่ในช่วงที่ได้รับยกเว้นทั้งก้อน ภาษีที่ต้องเสียคือ 0 บาท
แต่ ยังต้องยื่นแบบอยู่ดี — การไม่มีภาษีต้องจ่ายกับการไม่ต้องยื่นเป็นคนละเรื่องกัน และถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ระหว่างปี การยื่นแบบคือวิธีเดียวที่จะได้เงินคืน
เงินเดือน 50,000 บาท — เสีย 21,500 บาททั้งปี
รายได้ทั้งปี 600,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 (ชนเพดานแล้ว) และส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 440,000 บาท แล้วไล่ทีละขั้น
| ช่วงเงินได้สุทธิ | ส่วนที่ตกในช่วงนี้ | อัตรา | ภาษี |
|---|---|---|---|
| 0–150,000 | 150,000 | ยกเว้น | 0 |
| 150,001–300,000 | 150,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001–500,000 | 140,000 | 10% | 14,000 |
| รวม | 440,000 | 21,500 |
สังเกตว่าขั้นสูงสุดที่แตะคือ 10% แต่ภาษีที่จ่ายจริง 21,500 บาทจากรายได้ 600,000 คิดเป็นเพียง 3.58% ของรายได้ทั้งปี
เงินเดือน 120,000 บาท — เสีย 185,000 บาททั้งปี
รายได้ทั้งปี 1,440,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 และส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 1,280,000 บาท
| ช่วงเงินได้สุทธิ | ส่วนที่ตกในช่วงนี้ | อัตรา | ภาษี |
|---|---|---|---|
| 0–150,000 | 150,000 | ยกเว้น | 0 |
| 150,001–300,000 | 150,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001–500,000 | 200,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001–750,000 | 250,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001–1,000,000 | 250,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001–2,000,000 | 280,000 | 25% | 70,000 |
| รวม | 1,280,000 | 185,000 |
เคสนี้แตะขั้น 25% แล้ว แต่จ่ายจริง 185,000 จาก 1,440,000 คิดเป็น 12.85% — ห่างจาก 25% อยู่ครึ่งหนึ่ง
เงินเดือนขึ้นแล้วภาษีกระโดดทั้งก้อนไหม
ไม่ครับ และนี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเรื่องภาษีขั้นบันได หลายคนกลัวว่าพอเงินได้สุทธิข้ามเส้น 300,000 บาทแล้ว ทั้งก้อน จะโดนคิด 10% ความจริงคือมีแต่ ส่วนที่เกินเส้น เท่านั้นที่โดนอัตราใหม่
ลองเทียบสองคนที่เงินได้สุทธิต่างกัน 1 บาท คนแรก 300,000 บาท เสียภาษี 7,500 บาท คนที่สอง 300,001 บาท เสียภาษี 7,500 บาท บวกอีก 10 สตางค์ จากบาทที่ 300,001 เท่านั้น รวม 7,500.10 บาท
อัตราขั้นสูงสุด ≠ อัตราที่จ่ายจริง
ตัวเลขที่คนมักเอาไปพูดกันคือ "อัตราขั้นสูงสุด" ซึ่งเป็นอัตราของบาทสุดท้ายที่หาได้ ส่วนตัวเลขที่กระทบกระเป๋าจริงคือภาษีทั้งปีหารด้วยรายได้ทั้งปี สองตัวนี้ต่างกันมากเสมอ
| เงินเดือน/เดือน | เงินได้สุทธิ | อัตราขั้นสูงสุด | ภาษีทั้งปี | อัตราที่จ่ายจริง |
|---|---|---|---|---|
| 25,000 | 140,000 | ยกเว้น | 0 | 0% |
| 50,000 | 440,000 | 10% | 21,500 | 3.58% |
| 120,000 | 1,280,000 | 25% | 185,000 | 12.85% |
ข้อสรุปที่เอาไปใช้ได้เลย: การขึ้นเงินเดือนไม่มีทางทำให้เงินเหลือในกระเป๋าลดลง ไม่ว่าจะข้ามขั้นไหนก็ตาม
ค่าลดหย่อนปีภาษี 2568 มีอะไรบ้าง
เครื่องมือด้านบนมีช่องให้เลือกเฉพาะค่าลดหย่อนกลุ่มครอบครัว ส่วนที่เหลือต้องรวมยอดเองแล้วกรอกในช่อง "ค่าลดหย่อนอื่น ๆ" ตารางนี้จึงมีไว้ให้ไล่เช็กว่าตกหล่นอะไรไปหรือเปล่า
ส่วนตัวและครอบครัว
| รายการ | ลดหย่อนได้ |
|---|---|
| ส่วนตัว | 60,000 |
| คู่สมรส (ไม่มีเงินได้) | 60,000 |
| บุตร คนละ | 30,000 |
| บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 | 60,000 |
| ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร (ตามจริง ครรภ์ละไม่เกิน) | 60,000 |
| อุปการะบิดามารดาตนเอง คนละ | 30,000 |
| อุปการะบิดามารดาคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ คนละ | 30,000 |
| อุปการะผู้พิการ/ทุพพลภาพ คนละ | 60,000 |
ประกัน การออม และการลงทุน
| รายการ | ลดหย่อนได้ (ตามจริงไม่เกิน) |
|---|---|
| ประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากที่มีประกันชีวิต | 100,000 |
| ประกันสุขภาพตนเอง | 25,000 |
| สองรายการบนรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท | |
| ประกันชีวิตคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ | 10,000 |
| ประกันสุขภาพบิดามารดา (รวมทุกคน) | 15,000 |
| เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ | 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 |
| กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) | 15% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 500,000 |
| กบข. / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน | 500,000 |
| กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) | 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 |
| กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) | 30,000 |
| กลุ่มบำนาญ–กองทุนข้างบนรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท | |
| กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) | 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 |
| ประกันสังคม ม.33 | 9,000 |
| ประกันสังคม ม.39 | 5,184 |
เพดานรวม 100,000 และ 500,000 คือจุดที่คนคำนวณพลาดบ่อยที่สุด — ซื้อครบทุกอย่างไม่ได้แปลว่าลดหย่อนได้ทุกบาท
ดอกเบี้ยบ้าน เงินบริจาค และมาตรการรายปี
| รายการ | ลดหย่อนได้ |
|---|---|
| ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัย (ตามจริงไม่เกิน) | 100,000 |
| บริจาคทั่วไป | ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน |
| บริจาคสถานพยาบาลของรัฐ / การศึกษา / กีฬา | 2 เท่าของที่จ่ายจริง ภายใต้เพดาน 10% เดียวกัน |
| บริจาคพรรคการเมือง | 10,000 |
นอกจากนี้ปีภาษี 2568 ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะกิจอีกหลายรายการ เช่น Easy E-Receipt 2.0 (ไม่เกิน 50,000 บาท ใช้กับการซื้อช่วง 16 ม.ค. – 28 ก.พ. 2568), ค่าท่องเที่ยวในประเทศ (ไม่เกิน 30,000 บาท ช่วง 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568), ค่าจ้างก่อสร้างบ้านใหม่ (ล้านละ 10,000 บาท ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าซื้องานศิลปะ (ไม่เกิน 100,000 บาท)
รายการกระตุ้นเศรษฐกิจข้างบนผูกกับช่วงเวลาที่กำหนดไว้เฉพาะของปีภาษี 2568 เท่านั้น ของปีภาษี 2569 เป็นคนละชุดและต้องรอประกาศจากกรมสรรพากร ส่วนรายการกลุ่มครอบครัว ประกัน และกองทุนนั้นค่อนข้างนิ่งข้ามปี
ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ใช้กับใคร
คนที่มีเงินได้ประเภท ม.40(2)–(8) เช่น รับจ้างทั่วไป วิชาชีพอิสระ ค่าเช่า หรือธุรกิจส่วนตัว รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณภาษีสองวิธีแล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า
- วิธีอัตราก้าวหน้า — แบบขั้นบันไดที่อธิบายไปข้างบน
- วิธีภาษีขั้นต่ำ — เอาเงินได้ ม.40(2)–(8) ทั้งก้อนคูณ 0.5% โดยไม่หักอะไรเลย
ข้อยกเว้นสำคัญคือ ถ้าคำนวณวิธีขั้นต่ำแล้วได้ ไม่เกิน 5,000 บาท จะไม่ต้องใช้วิธีนี้ ใช้วิธีอัตราก้าวหน้าอย่างเดียว จุดตัดจึงอยู่ที่เงินได้ ม.40(2)–(8) ราว 1,000,000 บาท
คนที่มีแต่เงินเดือนประจำซึ่งเป็นเงินได้ ม.40(1) ไม่เข้าเกณฑ์นี้ ให้ใส่ 0 ในช่องนั้นของเครื่องมือ
ค่าใช้จ่ายที่หักได้ กรอกเท่าไร
ช่อง "ค่าใช้จ่ายที่หักได้รวม" ให้กรอกเอง เพราะอัตราที่หักได้ผูกกับประเภทเงินได้ ไม่ได้ผูกกับอาชีพ อัตราเหมา 60% ที่คนพูดกันบ่อยเป็นของเงินได้ ม.40(7) การรับเหมาที่ต้องลงทุนจัดหาสัมภาระ และ ม.40(8) การประกอบธุรกิจ ส่วนคนที่รับงานด้วยแรงและความรู้ของตัวเองล้วน ๆ อยู่ที่ ม.40(2) ซึ่งหักได้ 50% แต่รวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาททั้งปี
ส่วนต่างนี้ใหญ่กว่าที่คิด ที่รายได้ 1,000,000 บาทเท่ากัน คนที่หักได้ 100,000 เสียภาษี 83,000 บาท ส่วนคนที่หักเหมา 60% ได้เสีย 11,500 บาท ตารางเทียบทุกช่วงรายได้ อัตราหักเหมาทั้ง 8 ประเภท และกับดักของมนุษย์เงินเดือนที่รับงานเสริม อยู่ที่บทความ ฟรีแลนซ์หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร
วิธีใช้เครื่องมือ
- กรอกรายได้พึงประเมินรวมตลอดปี และยอดส่วนที่เป็นเงินได้ ม.40(2)–(8) หากมี
- กรอกค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่คุณมีสิทธิใช้รวมแล้ว
- กรอกภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามหนังสือรับรอง เพื่อดูยอดต้องจ่ายเพิ่มหรือยอดขอคืนโดยประมาณ
กฎหมายภาษีและสิทธิแต่ละกรณีอาจต่างกัน ผลลัพธ์นี้ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษี และไม่ใช้แทนข้อมูลหรือการคำนวณในระบบของกรมสรรพากร
แหล่งอ้างอิง: อัตราภาษีขั้นบันไดจากประกาศกรมสรรพากร ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 · ตารางค่าลดหย่อนจากเอกสาร “ลดหย่อนภาษี 2568” ของกรมสรรพากร ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2568 (ปีภาษี 2568 ยื่นแบบ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) · ตรวจทานหน้านี้ล่าสุด 16 สิงหาคม 2569
คำถามที่พบบ่อย
เงินได้สุทธิคืออะไร
คือรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ซึ่งเป็นฐานสำหรับคำนวณแบบอัตราก้าวหน้าในหน้านี้
ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ใช้เมื่อไร
ใช้เปรียบเทียบสำหรับผู้มีเงินได้ ม.40(2)–(8) ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป หากภาษีขั้นต่ำเกิน 5,000 บาท จะใช้ยอดภาษีที่สูงกว่าระหว่างวิธีขั้นต่ำและวิธีอัตราก้าวหน้า
ยอดที่ต้องจ่ายเพิ่มติดลบหมายความว่าอย่างไร
หมายถึงภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายไว้มากกว่าภาษีที่ประเมินได้ จึงแสดงเป็นยอดขอคืนโดยประมาณ
ไม่มีภาษีต้องจ่าย ยังต้องยื่นแบบไหม
ต้องยื่น การมีเงินได้ถึงเกณฑ์กับการมีภาษีต้องจ่ายเป็นคนละเรื่องกัน และถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ระหว่างปี การยื่นแบบคือทางเดียวที่จะขอคืนได้
ทำไมอัตราขั้นสูงสุดกับอัตราที่จ่ายจริงไม่เท่ากัน
เพราะภาษีคิดทีละขั้น อัตราขั้นสูงสุดเป็นอัตราของเงินได้บาทสุดท้ายเท่านั้น ส่วนอัตราที่จ่ายจริงคือภาษีทั้งปีหารด้วยรายได้ทั้งปี ซึ่งต่ำกว่าเสมอ เช่น คนที่แตะขั้น 25% อาจจ่ายจริงราว 12–13% ของรายได้