คำแนะนำที่เจอบ่อยที่สุดเวลาฟรีแลนซ์ถามเรื่องภาษีคือ "หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ไปเลย ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ" ประโยคนี้ถูกอยู่ครึ่งเดียว เพราะ 60% เป็นอัตราของเงินได้บางประเภทเท่านั้น คนที่รับงานด้วยแรงและความรู้ของตัวเองล้วน ๆ ซึ่งเป็นฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ หักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาททั้งปี และเพดานนั้นชนตั้งแต่รายได้ 200,000 บาท
ตัวเลขทุกตัวในบทความคำนวณออกมาจาก public/assets/income-tax.js ซึ่งเป็นไฟล์เดียวกับที่ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ ของเว็บนี้ใช้และมีชุดทดสอบคุมอยู่ ไม่ได้พิมพ์จากความจำ ส่วนอัตราและเงื่อนไขทางกฎหมายมีที่มากำกับไว้ท้ายบทความ
"เหมา 60%" เป็นอัตราของเงินได้ประเภทที่ 7 และ 8
อัตราหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาไม่ได้ผูกกับอาชีพ แต่ผูกกับประเภทของเงินได้ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร ซึ่งแบ่งไว้ 8 ประเภท และแต่ละประเภทมีอัตราของตัวเองตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502
ตัวเลข 60% ที่คนพูดกันมาจากพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 ซึ่งปรับอัตราเหมาของเงินได้ ม.40(7) การรับเหมา และ ม.40(8) การประกอบธุรกิจ จากเดิมที่กระจายอยู่ระหว่าง 60–85% แล้วแต่ประเภทกิจการ ให้เหลือเพดานเดียวคือ 60% เริ่มใช้กับเงินได้ของปีภาษี 2560 เป็นต้นมา
ส่วนคนที่รับงานให้คนอื่นโดยไม่ได้ลงทุนอะไรนอกจากตัวเอง เงินได้จะอยู่ที่ ม.40(2) ซึ่งไม่ได้อยู่ในพระราชกฤษฎีกาฉบับนั้นเลย แต่อยู่ในมาตรา 42 ทวิ ที่เขียนไว้สั้นมาก
คำว่า "รวมกัน" ในบรรทัดนั้นสร้างกับดักอีกอันหนึ่งซึ่งจะพูดถึงต่อไป แต่ประเด็นแรกคือ เพดาน 100,000 บาททำให้อัตรา 50% เป็นจริงแค่ช่วงรายได้ไม่เกิน 200,000 บาทเท่านั้น เกินจากนั้นค่าใช้จ่ายที่หักได้ค้างอยู่ที่ 100,000 บาทตลอดไป ไม่ว่ารายได้จะขึ้นไปถึงหลักล้านหรือไม่
เส้นแบ่งอยู่ที่ลงแรงหรือลงทุน
คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนกรอกแบบคือ งานที่ทำเป็นการขายแรงและความรู้ของตัวเอง หรือเป็นการประกอบกิจการที่มีการลงทุน เพราะสองอย่างนี้ตกคนละประเภทเงินได้
- ม.40(2) รับทำงานให้ — ใช้แรงงาน ความรู้ ทักษะของตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้จัดหาวัสดุอุปกรณ์เป็นสาระสำคัญ ไม่มีลูกจ้าง เช่น รับเขียนบทความ รับแปลเอกสาร รับงานที่ปรึกษา ค่านายหน้า ค่าคอมมิชชัน
- ม.40(6) วิชาชีพอิสระ — เป็นรายชื่อปิดที่กฎหมายระบุไว้ 6 วิชาชีพเท่านั้น คือการประกอบโรคศิลปะ หักเหมาได้ 60% กับกฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม หักเหมาได้ 30% อาชีพที่ไม่อยู่ในรายชื่อนี้ไม่ใช่ ม.40(6) ไม่ว่าจะทำงานอิสระแค่ไหน
- ม.40(7) รับเหมา — ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ หักเหมาได้ 60%
- ม.40(8) ธุรกิจ พาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง และการอื่น — หักเหมาได้ 60% เฉพาะกิจการที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา กิจการที่ไม่อยู่ในรายการนั้นหักได้ตามจริงอย่างเดียว
จุดที่ต้องพูดให้ชัดตั้งแต่ตรงนี้ ประเภทเงินได้ไม่ใช่ตัวเลือก มันถูกกำหนดโดยข้อเท็จจริงของงานที่ทำ ไม่ใช่โดยช่องที่เรากรอก ส่วนต่างของภาษีที่กำลังจะเห็นในตารางถัดไปมากพอที่จะจูงใจให้ใครก็ตามอยากกรอกให้ตัวเองได้เปรียบ บทความนี้จึงเขียนไว้เพื่อให้รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่ใช่เพื่อให้ย้ายตัวเองไปอยู่ช่องที่ถูกกว่า
รายได้เท่ากันทุกบาท ภาษีต่างกันเท่าไร
ตารางข้างล่างเทียบคนสองคนที่มีรายได้เท่ากันเป๊ะ ต่างกันแค่ประเภทเงินได้ ทั้งคู่ใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทอย่างเดียว ไม่มีประกันสังคม ไม่มีประกันชีวิต ไม่มีกองทุน เพื่อให้เห็นผลของค่าใช้จ่ายล้วน ๆ
| รายได้ทั้งปี | ม.40(2) หักได้ | ภาษี | ม.40(8) หักได้ | ภาษี | ต่างกัน |
|---|---|---|---|---|---|
| 300,000 | 100,000 | 0 | 180,000 | 0 | 0 |
| 500,000 | 100,000 | 11,500 | 300,000 | 0 | 11,500 |
| 720,000 | 100,000 | 36,500 | 432,000 | 3,900 | 32,600 |
| 1,000,000 | 100,000 | 83,000 | 600,000 | 11,500 | 71,500 |
| 2,000,000 | 100,000 | 325,000 | 1,200,000 | 63,500 | 261,500 |
อ่านตารางนี้ได้สามชั้น
ชั้นแรก ที่รายได้ 300,000 บาทไม่ต่างกันเลยสักบาท ทั้งสองคนเสียภาษี 0 เพราะเงินได้สุทธิยังไม่ถึง 150,000 บาทซึ่งเป็นขั้นที่ได้รับยกเว้น การหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าจึงไม่ได้แปลว่าประหยัดกว่าเสมอไป ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ถึงขั้นที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว
ชั้นที่สอง ช่องว่างเปิดที่รายได้ราวห้าแสนแล้วถ่างเร็วมาก เพราะฝั่ง ม.40(2) ค่าใช้จ่ายค้างอยู่ที่ 100,000 บาทตายตัว ขณะที่ฝั่ง ม.40(8) ค่าใช้จ่ายโตตามรายได้เสมอ ยิ่งรายได้สูง เงินได้สุทธิของสองคนนี้ยิ่งห่างกัน และเงินได้สุทธิที่ห่างกันแปลว่าคนหนึ่งไต่ขั้นบันไดภาษีไปไกลกว่าอีกคนมาก
ชั้นที่สาม ที่รายได้ 1,000,000 บาท ส่วนต่าง 71,500 บาทคิดเป็น 7.15% ของรายได้ทั้งปี เทียบให้เห็นภาพคืออัตราภาษีเฉลี่ยของสองคนนี้อยู่ที่ 9.88% กับ 3.38% ทั้งที่ทำงานได้เงินเท่ากัน
เพดาน 100,000 บาทใช้ร่วมกับเงินเดือน
กลับมาที่คำว่า "รวมกัน" ในมาตรา 42 ทวิ เพดาน 100,000 บาทไม่ได้แยกรายประเภท แต่เป็นเพดานเดียวของเงินได้ ม.40(1) และ (2) รวมกัน แปลว่ามนุษย์เงินเดือนที่รับงานเสริมได้ใช้เพดานนั้นหมดไปกับเงินเดือนตั้งแต่ต้นปีแล้ว
เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือนคือปีละ 240,000 บาท หัก 50% ได้ 120,000 บาท ซึ่งเกินเพดานไปแล้ว หมายความว่าคนเงินเดือน 20,000 บาทที่รับงานเสริมแบบ ม.40(2) จะหักค่าใช้จ่ายของงานเสริมได้ 0 บาท รายได้เสริมทุกบาทเข้าไปคำนวณภาษีเต็มจำนวน
ตารางนี้เทียบคนเงินเดือนที่มีงานเสริมปีละ 200,000 บาทเท่ากันทุกคน ต่างกันแค่ว่างานเสริมนั้นเป็นเงินได้ประเภทไหน
| เงินเดือนทั้งปี | ภาษีถ้าไม่มีงานเสริม | งานเสริมเป็น ม.40(2) | งานเสริมเป็น ม.40(8) | ต่างกัน |
|---|---|---|---|---|
| 480,000 | 9,500 | 30,500 (+21,000) | 17,500 (+8,000) | 13,000 |
| 600,000 | 21,500 | 48,500 (+27,000) | 30,500 (+9,000) | 18,000 |
| 900,000 | 63,500 | 103,000 (+39,500) | 79,000 (+15,500) | 24,000 |
| 1,440,000 | 185,000 | 235,000 (+50,000) | 205,000 (+20,000) | 30,000 |
ตัวเลขในวงเล็บคือภาษีที่เพิ่มขึ้นจากงานเสริม 200,000 บาทก้อนนั้น ซึ่งอ่านเป็นอัตราได้เลย คนเงินเดือนปีละ 600,000 บาทที่รับงานเสริมแบบ ม.40(2) จ่ายภาษีของเงินก้อนนั้นไป 27,000 บาท คิดเป็น 13.5% ของรายได้เสริม ส่วนคนเงินเดือนปีละ 1,440,000 บาทจ่ายไป 25% เต็ม ๆ ตามขั้นบันไดที่ตัวเองยืนอยู่
นี่คือเหตุผลที่คนเงินเดือนดี ๆ หลายคนรู้สึกว่ารับงานเสริมแล้วไม่คุ้ม ความรู้สึกนั้นมีฐานจริง เพราะรายได้เสริมของเขาถูกคิดภาษีที่อัตราขั้นสูงสุดของตัวเองโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้หักเลย
โดนหัก ณ ที่จ่าย 3% ไม่ได้แปลว่าเป็นเงินได้ ม.40(8)
ความสับสนที่พบบ่อยอีกอันคือเอาอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาเป็นหลักฐานว่าตัวเองเป็นเงินได้ประเภทไหน ฟรีแลนซ์เกือบทุกคนที่รับงานจากบริษัทจะโดนหัก 3% เหมือนกันหมด แล้วสรุปเอาว่าตัวเองเป็น ม.40(8) เพราะ 3% เป็นอัตราของค่าจ้างทำของและค่าบริการ
สองเรื่องนี้แยกกัน อัตราหัก ณ ที่จ่ายเป็นเรื่องของผู้จ่ายเงินว่าต้องหักเท่าไรตอนจ่าย ส่วนประเภทเงินได้เป็นเรื่องของผู้รับตอนยื่นแบบประจำปี ภาษีที่ถูกหักไว้เป็นเพียงเงินที่จ่ายล่วงหน้า ซึ่งจะถูกนำมาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้จริงตอนปลายปี ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าคุณหักค่าใช้จ่ายได้กี่เปอร์เซ็นต์
ช่องประเภทเงินได้บนหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ก็เช่นกัน คนที่ติ๊กช่องนั้นคือฝ่ายบัญชีของผู้ว่าจ้าง ซึ่งมักติ๊กตามแบบฟอร์มที่ใช้ประจำ ไม่ได้ตรวจลักษณะงานของคุณเป็นราย ๆ ถ้าสิ่งที่ติ๊กไม่ตรงกับที่คุณยื่น ควรอธิบายที่มาได้ และถ้ายอดสูงพอควรขอให้ผู้ว่าจ้างออกใหม่ให้ตรง อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อยรวมไว้ในตารางที่หน้า คำนวณ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย แล้ว
อัตราหักเหมาทั้ง 8 ประเภท
| ประเภทเงินได้ | ตัวอย่าง | หักเหมาได้ |
|---|---|---|
| ม.40(1) | เงินเดือน ค่าจ้างจากการจ้างแรงงาน | 50% รวม (1)+(2) ไม่เกิน 100,000 |
| ม.40(2) | รับทำงานให้ ค่านายหน้า ค่าคอมมิชชัน | 50% รวม (1)+(2) ไม่เกิน 100,000 |
| ม.40(3) | ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ สิทธิอย่างอื่น | 50% ไม่เกิน 100,000 หรือตามจริง (เงินได้ ม.40(3) ที่เป็นเงินรายปีจากพินัยกรรมหรือนิติกรรม หักไม่ได้) |
| ม.40(4) | ดอกเบี้ย เงินปันผล | หักไม่ได้ |
| ม.40(5) | ค่าเช่าทรัพย์สิน | บ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง แพ และยานพาหนะ 30% · ที่ดินใช้เกษตร 20% · ที่ดินอื่น 15% · ทรัพย์สินอื่น 10% หรือตามจริง |
| ม.40(6) | วิชาชีพอิสระ 6 สาขาที่กฎหมายระบุ | ประกอบโรคศิลปะ 60% · กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม 30% หรือตามจริง |
| ม.40(7) | รับเหมาที่ต้องลงทุนจัดหาสัมภาระ | 60% หรือตามจริง |
| ม.40(8) | ธุรกิจ พาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง และการอื่น | 60% เฉพาะกิจการที่พระราชกฤษฎีกากำหนด · นอกนั้นตามจริง (นักแสดงสาธารณะมีบัญชีอัตราของตัวเอง 60% ของ 300,000 แรกและ 40% ของส่วนที่เกิน รวมไม่เกิน 600,000) |
ข้อสังเกตที่ควรจำจากตารางนี้คือ ทุกประเภทที่หักเหมาได้ตั้งแต่ ม.40(3) ลงมาเลือกหักตามจริงแทนได้เสมอถ้าค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าและมีหลักฐานครบ มีแต่ ม.40(1) และ (2) เท่านั้นที่ไม่มีทางเลือกนั้น จะเก็บใบเสร็จไว้มากแค่ไหนก็หักได้เท่าเพดาน
หักได้เยอะไม่ได้แปลว่าจ่ายน้อยเสมอ
อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือ คนที่หักค่าใช้จ่ายตามจริงในสัดส่วนสูงมากอาจไปเจอพื้นที่กฎหมายวางไว้ มาตรา 48(2) กำหนดว่าผู้มีเงินได้ ม.40(2) ถึง (8) รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณภาษีอีกวิธีหนึ่งควบคู่ไปด้วย คือเอาเงินได้ทั้งก้อนคูณ 0.5% โดยไม่หักอะไรเลย แล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า
มีข้อยกเว้นว่าถ้าคำนวณวิธีนี้แล้วได้ไม่เกิน 5,000 บาทจะไม่ต้องใช้ พื้นนี้จึงเริ่มมีผลจริงเมื่อเงินได้ ม.40(2)–(8) เกิน 1,000,000 บาท เพราะ 0.5% ของหนึ่งล้านพอดีคือ 5,000 บาทซึ่งยังเข้าข้อยกเว้น
ตัวอย่างที่ชนพื้นจริง คนขายของที่มีรายได้ทั้งปี 3,000,000 บาท ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายจริง 2,700,000 บาท
จุดที่พื้นเริ่มชนะขึ้นกับว่าหักค่าใช้จ่ายไปมากแค่ไหน ตารางนี้หาจุดนั้นให้ในกรณีที่ใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทอย่างเดียว
| เงินได้ ม.40(2)–(8) | ภาษีขั้นต่ำ 0.5% | ชนพื้นเมื่อหักค่าใช้จ่ายจริงเกิน | คิดเป็นสัดส่วนของรายได้ |
|---|---|---|---|
| 1,200,000 | 6,000 | 871,000 | 72.6% |
| 2,000,000 | 10,000 | 1,616,000 | 80.8% |
| 3,000,000 | 15,000 | 2,566,000 | 85.5% |
| 5,000,000 | 25,000 | 4,466,000 | 89.3% |
สังเกตว่าสัดส่วนที่ต้องหักถึงจะชนพื้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามรายได้ แปลว่าพื้นนี้เล่นงานคนที่ขายของหมุนเงินเยอะแต่กำไรบางเป็นหลัก ไม่ใช่ฟรีแลนซ์ทั่วไป
และถ้าเลือกหักเหมา 60% พื้นนี้แทบไม่มีทางชนเลย ทดลองไล่รายได้ตั้งแต่ 120,000 ถึง 50,000,000 บาทด้วยโมดูลเดียวกัน ไม่มีระดับไหนที่วิธีขั้นต่ำชนะวิธีอัตราก้าวหน้าเมื่อหักเหมา 60% คู่กับค่าลดหย่อนส่วนตัว จะชนได้ต้องมีค่าลดหย่อนอื่นก้อนใหญ่มากเข้ามาด้วย เช่นที่รายได้ 2,000,000 บาทต้องมีค่าลดหย่อนอื่นอีกราว 416,000 บาทขึ้นไป
ที่บทความนี้ตอบไม่ได้
บทความนี้ไม่ได้บอกให้เลือกประเภทเงินได้ที่ถูกกว่า ประเภทเงินได้ถูกกำหนดโดยลักษณะงานที่ทำจริง การยื่นให้ตรงกับข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย และกรณีก้ำกึ่งจริง ๆ มีเยอะ เช่น คนรับงานออกแบบที่จ้างผู้ช่วยเป็นครั้งคราว หรือช่างภาพที่ลงทุนอุปกรณ์เองเป็นแสน เส้นแบ่งพวกนี้ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นราย ๆ ควรถามสรรพากรพื้นที่หรือผู้ทำบัญชีก่อนยื่น
ตัวเลขทุกตารางใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทอย่างเดียว เพื่อให้เห็นผลของค่าใช้จ่ายล้วน ๆ ของจริงเกือบทุกคนมีมากกว่านั้น ทั้งประกันสังคม เบี้ยประกันชีวิต กองทุน ดอกเบี้ยบ้าน หรือค่าลดหย่อนบุตรและบุพการี ภาษีจริงจึงต่ำกว่าตัวเลขในบทความนี้เสมอ ใส่ของตัวเองได้ที่เครื่องคำนวณภาษีเงินได้
บทความนี้ยังไม่ได้พูดถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันและมีเส้นของตัวเองที่รายได้ 1,800,000 บาทต่อปี รวมทั้งไม่ได้เทียบว่าควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อไร ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มีต้นทุนอื่นนอกจากอัตราภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง
สุดท้าย ค่าลดหย่อนและมาตรการภาษีเปลี่ยนได้ทุกปี ตัวเลขค่าลดหย่อนที่หน้าเครื่องมือใช้อ้างอิงปีภาษี 2568 ส่วนอัตราภาษีขั้นบันไดกับอัตราหักค่าใช้จ่ายในบทความนี้ใช้มาตั้งแต่ปีภาษี 2560 และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ณ วันที่ตรวจ
ที่มา: อัตราหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ ม.40(1) และ (2) อ้างจากประมวลรัษฎากร มาตรา 42 ทวิ · ม.40(3) จากมาตรา 42 ตรี · ม.40(5) ถึง (8) จากพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 ที่ปรับอัตราเหมาของ ม.40(7) และ (8) จาก 60–85% เหลือ 60% ตั้งแต่ปีภาษี 2560 · ภาษีขั้นต่ำ 0.5% จากมาตรา 48(2) · ตัวเลขภาษี เงินได้สุทธิ และจุดชนพื้นทั้งหมดคำนวณจาก public/assets/income-tax.js ซึ่งเป็นไฟล์เดียวกับที่ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ ใช้และมีชุดทดสอบคุมอยู่ · ตรวจล่าสุด 8 กันยายน 2569
คำถามที่พบบ่อย
ฟรีแลนซ์หักค่าใช้จ่ายได้กี่เปอร์เซ็นต์
ขึ้นกับว่าเงินได้ของคุณเป็นประเภทไหน ไม่ได้ขึ้นกับคำว่าฟรีแลนซ์ ถ้าเป็นการรับทำงานให้ด้วยแรงและความรู้ของตัวเองโดยไม่ได้ลงทุนจัดหาวัสดุหรือจ้างคนอื่น จะเป็นเงินได้ ม.40(2) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ 50% แต่รวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาททั้งปี ส่วนอัตราเหมา 60% ที่คนพูดกันบ่อยเป็นของเงินได้ ม.40(7) การรับเหมาที่ต้องลงทุนจัดหาสัมภาระ และ ม.40(8) การประกอบธุรกิจตามประเภทที่พระราชกฤษฎีกากำหนด
เงินได้ 40(2) กับ 40(8) ต่างกันอย่างไร เลือกเองได้ไหม
เลือกเองไม่ได้ ประเภทเงินได้ถูกกำหนดจากข้อเท็จจริงของงานที่ทำ เส้นแบ่งหลักคือมีการลงทุนนอกเหนือจากแรงงานของตัวเองหรือไม่ เช่น ต้องจัดหาวัสดุอุปกรณ์เป็นสาระสำคัญ มีลูกจ้าง มีสถานประกอบการ ถ้ามีจะเข้าข่าย ม.40(7) หรือ (8) ถ้าไม่มีจะเป็น ม.40(2) ผลต่างของภาษีมากพอที่จะจูงใจให้กรอกให้ตัวเองได้เปรียบ แต่การยื่นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคือการยื่นแบบไม่ถูกต้อง กรณีที่ก้ำกึ่งควรถามสรรพากรพื้นที่หรือผู้ทำบัญชีก่อน
มนุษย์เงินเดือนรับงานเสริม หักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้ไหม
ถ้างานเสริมนั้นเป็นเงินได้ ม.40(2) มักหักเพิ่มไม่ได้เลย เพราะมาตรา 42 ทวิ ให้หัก 50% ของเงินได้ ม.40(1) และ (2) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท เงินเดือนปีละ 200,000 บาทก็ชนเพดานนั้นแล้ว รายได้เสริมทุกบาทหลังจากนั้นจึงเข้าไปคำนวณภาษีเต็มจำนวน ตัวอย่างคนเงินเดือนปีละ 600,000 บาทที่มีงานเสริม 200,000 บาท ถ้างานเสริมเป็น ม.40(2) ภาษีทั้งปีจะเพิ่มขึ้น 27,000 บาท แต่ถ้าเข้าเกณฑ์ ม.40(8) ซึ่งหักเหมา 60% ได้ จะเพิ่มขึ้น 9,000 บาท ต่างกัน 18,000 บาท
โปรแกรมเมอร์หรือนักออกแบบเป็นวิชาชีพอิสระ 40(6) ไหม
ไม่ใช่ เงินได้ ม.40(6) เป็นรายชื่อปิดที่กฎหมายระบุไว้เพียง 6 วิชาชีพ คือการประกอบโรคศิลปะซึ่งหักเหมาได้ 60% กับกฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม ซึ่งหักเหมาได้ 30% อาชีพที่ไม่อยู่ในรายชื่อนี้ไม่ว่าจะทำงานอิสระแค่ไหนก็ไม่ใช่ ม.40(6) และต้องดูว่าเข้าเกณฑ์ ม.40(2) หรือ ม.40(8) แทน
หักค่าใช้จ่ายตามจริงเยอะแล้วทำไมยังต้องเสียภาษี
เพราะมาตรา 48(2) กำหนดพื้นไว้ว่าผู้มีเงินได้ ม.40(2) ถึง (8) รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณภาษีอีกวิธีคือเอาเงินได้ทั้งก้อนคูณ 0.5% โดยไม่หักอะไรเลย แล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า มีข้อยกเว้นว่าถ้าวิธีนี้ได้ไม่เกิน 5,000 บาทจะไม่ต้องใช้ พื้นนี้จึงเริ่มมีผลจริงเมื่อเงินได้เกิน 1,000,000 บาท ตัวอย่างคนขายของที่มีรายได้ 3,000,000 บาทและหักค่าใช้จ่ายตามจริง 2,700,000 บาท วิธีอัตราก้าวหน้าได้ภาษี 4,500 บาท แต่วิธีขั้นต่ำได้ 15,000 บาท จึงต้องเสีย 15,000 บาท