ค่าธรรมเนียมต้อง “หาร” ไม่ใช่ “บวกกลับ”
นี่คือความผิดพลาดที่ทำให้ร้านขาดทุนโดยไม่รู้ตัวมากที่สุด — โดนหัก 30% แล้วบวกราคาขึ้น 30% คิดว่าเท่าทุนแล้ว ความจริงคือยังขาดอยู่ เพราะค่าธรรมเนียมคิดจาก ราคาใหม่ที่ตั้ง ไม่ใช่จากราคาเดิม
| ต้นทุน 100 บาท โดนหัก 30% | ตั้งราคา | โดนหัก | เหลือจริง |
|---|---|---|---|
| บวกกลับ 30% (วิธีที่ผิด) | 130.00 | 39.00 | 91.00 |
| หารด้วย 0.70 (วิธีที่ถูก) | 142.86 | 42.86 | 100.00 |
วิธีที่ผิดทำให้ขาดไป 9 บาททุกชิ้น ยิ่งเปอร์เซ็นต์ที่โดนหักสูง ช่องว่างยิ่งถ่างขึ้นเร็ว ที่ 50% วิธีบวกกลับได้ 150 เหลือ 75 ส่วนวิธีหารต้องตั้ง 200 ถึงจะเหลือ 100
GP โดน VAT 7% ทับอีกชั้น
แพลตฟอร์มเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มบนค่าคอมมิชชั่นที่หักไปด้วย GP 30% จึงหักจริง 32.1% ไม่ใช่ 30% ตัวหารที่ถูกจึงเป็น 0.679 ไม่ใช่ 0.70
| อยากได้เงินเข้า 100 บาท | ตัวหาร | ต้องตั้งราคา |
|---|---|---|
| คิดว่าโดนหัก 30% | 0.700 | 142.86 |
| ของจริง 30% + VAT = 32.1% | 0.679 | 147.28 |
ต่างกัน 4.42 บาทต่อจาน ฟังดูน้อย แต่ร้านที่ขายวันละ 60 จานหายไปเดือนละราว 8,000 บาท และเป็นเงินที่หายแบบไม่มีใครทัก เพราะยอดโอนเข้าบัญชีก็ดู “ประมาณนั้น” ทุกงวด
⚠️ อัตราที่แพลตฟอร์มประกาศ บางตัวรวม VAT มาแล้ว
ถ้าเห็นค่าธรรมเนียมเป็นเลขทศนิยมแปลก ๆ อย่าง 3.21% หรือ 5.35% นั่นคือสัญญาณว่ารวม VAT มาแล้ว — 3 × 1.07 = 3.21 และ 5 × 1.07 = 5.35 พอดี กรอกตัวเลขนั้นแล้วยังไปติ๊กว่าต้องบวก VAT อีก จะกลายเป็นนับ VAT สองรอบ
| กรอก 3.21% แล้ว… | อัตราที่ใช้จริง | ผลที่ได้ |
|---|---|---|
| ติ๊กว่ารวม VAT แล้ว (ถูก) | 3.2100% | ตรงกับที่แพลตฟอร์มหักจริง |
| ติ๊กว่ายังไม่รวม (ผิด) | 3.4347% | ตั้งราคาสูงเกินจำเป็น เสียเปรียบคู่แข่ง |
โดยทั่วไปฟู้ดเดลิเวอรีประกาศ GP เป็นตัวเลขก่อน VAT ส่วน มาร์เก็ตเพลสหลายเจ้าประกาศเป็นตัวเลขหลัง VAT แล้ว แต่อย่าเชื่อกฎนี้ทั้งดุ้น — เปิดใบสรุปยอดของออร์เดอร์จริงสักใบแล้วหารกลับดูว่าตรงกับอะไร เป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด
“อยากได้กำไร 30%” หมายถึงอะไร
คำนี้มีสองความหมายและได้ราคาคนละตัว ต่างกันตั้งแต่ยังไม่มีค่าธรรมเนียมเข้ามาเกี่ยวเลย
| แบบ | หมายความว่า | สูตร | ต้นทุน 100 |
|---|---|---|---|
| % ต้นทุน (markup) | บวกเพิ่มจากต้นทุน 30% | P = ต้นทุน × 1.30 | 130.00 |
| % ราคาขาย (margin) | อยากให้กำไรเป็น 30% ของราคาที่ขาย | P = ต้นทุน ÷ 0.70 | 142.86 |
คนทั่วไปมักหมายถึงแบบแรก ส่วนงบการเงินและรายงานของแพลตฟอร์มพูดถึงแบบหลัง ตอนคุยกับหุ้นส่วนหรือนักบัญชีจึงควรระบุให้ชัดว่าหมายถึงอันไหน เพราะ “กำไร 30%” สองแบบต่างกัน 12.86 บาทต่อชิ้นตั้งแต่ยังไม่มีค่าธรรมเนียม
มาร์จิ้นมีเพดาน และเพดานคือค่าธรรมเนียม
ถ้าโดนหัก 32.1% ของราคาขาย มาร์จิ้นสูงสุดที่เป็นไปได้คือต่ำกว่า 67.9% ไม่ว่าจะตั้งราคาสูงแค่ไหนก็ตาม เพราะค่าธรรมเนียมกินสัดส่วนคงที่ของราคาเสมอ การตั้งเป้ามาร์จิ้น 80% บนช่องทางที่หัก 32.1% จึงเป็นโจทย์ที่ไม่มีคำตอบ ไม่ใช่โจทย์ที่ต้องขึ้นราคาให้พอ
เครื่องมือด้านบนจะบอกตรง ๆ เมื่อเจอกรณีนี้ พร้อมบอกว่าเพดานจริงอยู่ที่เท่าไร แทนที่จะคืนตัวเลขติดลบมาให้งง
ราคาคุ้มทุน — เส้นที่ห้ามข้ามตอนจัดโปร
ราคาคุ้มทุนคือราคาต่ำสุดที่ขายแล้วไม่ขาดทุน ครอบคลุมทั้งต้นทุนสินค้าและค่าธรรมเนียมทุกชั้นพอดี ตัวเลขนี้สำคัญตอนจะเข้าแคมเปญลดราคาของแพลตฟอร์ม เพราะส่วนลดที่ทำให้ราคาต่ำกว่าเส้นนี้ คือการจ่ายเงินเพิ่มทุกครั้งที่ขายได้ ไม่ใช่แค่กำไรน้อยลง
จุดที่คนพลาดบ่อยคือคิดว่า “ลดแค่ 20% ยังไงก็ยังเหลือ” ทั้งที่ถ้ามาร์จิ้นเดิมอยู่ที่ 25% และโดนหักค่าธรรมเนียมอีก การลด 20% ทำให้ติดลบทันที ลองใส่ราคาหลังลดในโหมด “เช็คกำไร” ก่อนกดเข้าร่วมทุกครั้ง
ขายหลายช่องทาง ราคาเดียวกันไม่ได้แปลว่าได้เท่ากัน
ร้านส่วนใหญ่ตั้งราคาเท่ากันทุกช่องทางเพราะกลัวลูกค้าเทียบแล้วรู้สึกไม่ดี แต่นั่นแปลว่ากำไรต่อชิ้นต่างกันมากโดยที่ยอดขายรวมไม่ได้บอกอะไรเลย ตารางเทียบช่องทางด้านบนคำนวณกำไรจริงของทุกช่องทางที่ราคาเดียวกัน เพื่อให้เห็นว่ายอดขายที่โตขึ้นในช่องทางที่กินหนักอาจทำให้กำไรรวมลดลงได้
ทางออกที่ร้านอาหารหลายแห่งใช้คือตั้งราคาบนแอปสูงกว่าหน้าร้าน ให้ครอบคลุม GP แล้วบอกลูกค้าตรง ๆ ว่าราคาหน้าร้านถูกกว่า ซึ่งทั้งรักษากำไรและดึงคนกลับมาหน้าร้านไปพร้อมกัน
เขียนกับดักทั้งหมดที่หน้านี้มีอยู่เพื่อแก้ไว้เต็ม ๆ ที่ ตั้งราคาขาย Shopee Lazada ยังไงไม่ขาดทุน — ทำไมตั้ง 130 เพราะโดนหัก 30% ถึงยังขาดทุน · ทำไม 3.21% ห้ามบวก VAT ซ้ำ · และทำไมจุดคุ้มทุนถึงไม่ได้อยู่ที่ตัวต้นทุน
เรื่องตัวเลขค่าธรรมเนียม: อัตราที่ใส่ไว้เป็นค่าตั้งต้นให้แก้ต่อเท่านั้น ไม่ใช่อัตราทางการ — ของจริงต่างกันตามหมวดสินค้า ประเภทร้าน (Mall หรือร้านทั่วไป) แคมเปญที่เข้าร่วม และแพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนเป็นระยะ ให้ดูจากหน้า “ค่าธรรมเนียม” ในแอปผู้ขายหรือใบสรุปยอดของคุณเอง แล้วแก้ทุกแถวให้ตรง ส่วนอัตรา VAT 7% อ้างอิงตามประมวลรัษฎากร ซึ่งคำนวณต่อได้ที่ หน้าคำนวณ VAT และหัก ณ ที่จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
โดนหัก GP 30% ต้องบวกราคาขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
ไม่ใช่บวก 30% แต่ต้องหาร เพราะค่าธรรมเนียมคิดจากราคาที่ตั้งใหม่ ไม่ใช่จากราคาเดิม อยากได้เงินเข้า 100 บาทและโดนหัก 30% ต้องตั้ง 100 ÷ 0.70 = 142.86 บาท ไม่ใช่ 130 บาท เพราะ 130 โดนหัก 30% แล้วเหลือแค่ 91 บาท และถ้า GP ยังโดน VAT 7% ทับอีกชั้น ต้องตั้ง 147.28 บาท
GP กับ VAT เกี่ยวกันอย่างไร
แพลตฟอร์มเรียกเก็บ VAT 7% บนค่าคอมมิชชั่นที่หักไปด้วย GP 30% จึงหักจริง 32.1% ส่วนต่าง 2.1% ของราคาขายฟังดูน้อยแต่กินกำไรไปมากเมื่อมาร์จิ้นบาง
ทำไมค่าธรรมเนียมบางตัวถึงเป็นเลขทศนิยมแปลก ๆ อย่าง 3.21%
เพราะเป็นอัตราที่รวม VAT มาแล้ว — 3.21% คือ 3% × 1.07 พอดี เห็นอัตราแบบนี้แล้วยังติ๊กว่าต้องบวก VAT เพิ่มอีก จะกลายเป็นนับสองรอบเป็น 3.4347%
กำไร 30% หมายถึงอะไร
มีสองความหมาย — บวกเพิ่มจากต้นทุน 30% ได้ราคา 130 บาท หรืออยากให้กำไรเป็น 30% ของราคาขายได้ 142.86 บาท ต่างกัน 12.86 บาทตั้งแต่ยังไม่มีค่าธรรมเนียม
ทำไมบางเป้าหมายกำไรถึงตั้งราคาไม่ได้เลย
เพราะค่าธรรมเนียมกับมาร์จิ้นที่ต้องการรวมกันเกิน 100% ของราคาขาย โดนหัก 32.1% แล้วอยากได้มาร์จิ้น 80% รวมเป็น 112.1% ซึ่งเกินราคาขายทั้งก้อน เพดานที่เป็นไปได้คือต่ำกว่า 67.9%
ราคาคุ้มทุนคืออะไร ใช้ตอนไหน
ราคาต่ำสุดที่ขายแล้วไม่ขาดทุน ใช้ตอนจะจัดโปรหรือเข้าแคมเปญ เพราะส่วนลดที่ทำให้ราคาต่ำกว่าเส้นนี้คือการจ่ายเงินเพิ่มทุกครั้งที่ขายได้